Showing posts with label เล่าสู่กันฟัง. Show all posts
Showing posts with label เล่าสู่กันฟัง. Show all posts

เล่าสู่กันฟัง: Leona, the Radiant Dawn

Leona: นักรบแห่งกลุ่มผู้บูชาพระอาทิตย์

ประวัติ
บนเนินเขาของภูเขา Targon (ทาก้อน)... เหล่านักรบชาว Rakkor (แรกกอร์) มีชีวิต และหายใจเข้าออก เพื่อสงครามเท่านั้น แต่สูงขึ้นไปบนยอดเขาของภูเขา Targon กลับกลายเป็นสถานที่ๆถูกสงวนไว้ให้กับ ชาว Rakkor อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มของผู้ที่ตอบรับคำเพรียกหาจากสิ่งที่อยู่สูงจากยอดเขาขึ้นไปอีก... กลุ่มที่ว่านี้มีชื่อว่า Solari (โซลารี่) สมาชิกของกลุ่ม Solari คือเหล่านักรบผู้เลือกที่จะแขวนเสื้อคลุมสงครามของตนเอง แล้วหันมาอุทิศชีวิตให้กับการคารวะบูชาพระอาทิตย์

ตามตำนานที่เล่าขานกันมา... Solari คือกลุ่มที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดยนักรบคนหนึ่ง นักรบผู้นี้สามารถเรียกพลังอำนาจที่แท้จริงของพระอาทิตย์เพื่อนำมาจัดการกับศัตรูในการต่อสู้ได้... เค้ายึดครองจุดสูงสุดของภูเขา Targon ซึ่งถือเป็นสถานที่ๆใกล้กับพระอาทิตย์ที่สุดในดินแดน Valoran (เวโลแรน) เพื่อเอาไว้เป็นสถานที่ที่เค้าสามารถจะแสดงความจงรักภักดีต่อพระอาทิตย์ (หนึ่งในประเพณีของกลุ่ม Solari ที่สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้)... แม้ว่า เหล่าสมาชิกกลุ่ม Solari จะเคารพบูชาพระอาทิตย์อยู่เรื่อยมา แต่ก็ไม่มีนักรบของกลุ่ม Solari คนไหน ที่มีพรสวรรค์เหมือนกับนักรบแห่งพระดวงอาทิตย์ผู้ก่อตั้งกลุ่มคนนี้... จนกระทั่ง Leona (ลีโอน่า) ถือกำเนิดขึ้น

พ่อแม่ของ Leona คือชาว Rakkor แบบดั้งเดิม ที่เกิดมาเพื่อรองรับความร้อนแรงของศึกสงคราม ซึ่งทำให้ Leona เป็นเด็กมีปัญหาในสายตาของพวกเค้าไปโดยบริยาย... Leona มีความสามารถในการต่อสู้ที่ดุดันเหมือนๆกับนักรบชาว Rakkor และ Pantheon (แพนทิอ้อน) เพื่อนในวัยเด็กของเธอ แต่เธอกลับไม่มีความกระหายในการฆ่า อย่างที่พวกเค้าเหล่านั้นมี ทั้งนี้เพราะเธอมีความเชื่อที่ว่า คุณค่าที่แท้จริงของนักรบนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข่นฆ่า แต่มันขึ้นอยู่กับความสามารถในการปกป้องต่างหาก

เมื่อถึงเวลาอันสมควรที่ Leona จะต้องเข้าร่วม Rite of Kor (ไรท์ ออฟ คอร์, พิธีกรรมที่นักรบวัยรุ่นชาว Rakkor สองคนจะต้องต่อสู้กันจนกว่าอีกฝ่ายจะเสียชีวิตเพื่อชิงสิทธิ์ในการสืบทอดอาวุธของบรรพบุรุษ) เธอกลับปฏิเสธ และเลือกที่จะไม่ทำการต่อสู้ใดๆทั้งสิ้น... ด้วยเหตุนี้เอง ผู้นำของชาว Rakkor จึงออกคำสั่งให้ประหารชีวิต Leona ทันที

ในขณะที่เหล่าเพชรฆาตกำลังลงดาบ แสงอาทิตย์ได้ปะทุออกมา ทำให้ภูเขา Targon อาบไปด้วยแสงสว่าง... เมื่อแสงจางลง Leona ลุกขึ้นยืน พร้อมกับร่างกายที่ไร้บาดแผล ในขณะที่เหล่าเพชรฆาตทั้งหลายนอนหมดสติรอบๆตัวเธอ... กลุ่ม Solari ขอรับตัว Leona ไปในทันทีที่เหตุการณ์จบลงนี้ พร้อมทั้งยังขอร้องให้ชาว Rakkor ถอดถอนโทษทั้งหมดของ Leona

Leona สวมชุดเกราะสีทองของกลุ่ม Salori พร้อมทั้งยังถูกเลือกให้เป็นผู้สืบทอดดาบกับโล่ห์ของนับรบแห่งพระอาทิตย์ในตำนาน... กลุ่ม Solari ช่วยสอนให้ Leona ควบคุมพลังของตนเอง และเมื่อเธอพร้อม เธอก็ออกจากกลุ่ม Solari เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน League of Legends

"รังสีของพระอาทิตย์สอดส่องเข้าถึงทุกหนแห่งของโลก Runeterra... เพราะฉะนั้น ภาพลักษณ์ที่ดีของ champion บนโลกนี้ ก็ควรที่จะเป็นเหมือนๆกัน" กล่าวโดย Leona"

****ความรู้รกหัว

  • Leona มีสกิล passive ลับที่ผู้เล่นทั่วไปไม่รู้ว่ามี... ความเสียหายจากการโจมตีของ Leona ทั้งหมดจะลดลง 1 หน่วย เมื่อเธอทำการโจมตีใส่ศัตรูที่ใส่แว่นตากันแดด (Vayne เป็นต้น)
  • ประวัติของ Leona ไม่ค่อยปะติดปะต่อกันมากนัก เพราะผู้แต่งเนื้อเรื่องอยากให้ผู้เล่นอ่าน League Judgement มากขึ้น

------------------------------------------


ประโยคที่ Leona พูดกับ summoner ในสถานการณ์ต่างๆ:

เมื่อเลือก champion:
  • "The dawn has arrived." (รุ่งอรุณมาถึงแล้ว)

เมื่อทำการโจมตี:
  • "Twilight fades." (แปลตรงตัวว่า "พลบค่ำจงจางหายไป" แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงของ Leona ในการกำจัดความมืด)
  • "I will break their line." (ข้าจะทำลายกระบวนทัพของเหล่าศัตรู)
  • "They'll have to get through me." (พวกมันจะต้องผ่านข้าไปก่อน)
  • "Feel the sun's glory." (จงรู้สึกถึงความรุ่งโรจน์แห่งพระอาทิตย์)
  • "They will be sundered." (พวกมันจะสลายหายไป)
  • "Stand and fight." (ยืนหยัดต่อสู้)

เมื่อเคลื่อนที่:
  • "I will protect you." (ข้าจะปกป้องเจ้าเอง)
  • "First light approaches." (แปลตรงตัวว่า "แสงแรกกำลังปรากฏ" คำว่า First light เป็นคำสำนวนที่ใช้แทนความหมายของ 'ยามเช้า' ดังนั้น ประโยคนี้จึงมีความหมายว่า แสงอาทิตย์ยามเช้ากำลังปรากฏ)
  • "Rally to me." (แปลตรงตัวว่า "จงมารวมกำลังกันกับข้า" ประโยคนี้แสดงให้เห็นถึงวิถีการต่อสู้ของ Leona ที่เน้นการป้องกันมากกว่าการโจมตี)
  • "The sun always rises." (พระอาทิตย์ส่ิองแสงเจิศจรัสอยู่เสมอ)
  • "Stay at the vanguard." (แปลตรงตัวว่า "ข้าจะอยู่กับทัพหน้า"  ประโยคนี้แสดงให้เห็นหน้าที่ของ Leona ในการต่อสู้กับเหล่าศัตรู ซึ่งเธอจะขออยู่กับแนวหน้าเพื่อเข้าปะทะก่อนเป็นคนแรก)
  • "I must not fail." (ข้าจะทำผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด)
  • "Chosen of the sun." (แปลตรงตัวว่า "ผู้ที่ถูกเลือกโดยพระอาทิตย์", Leona พูดถึงตัวเองในประโยคนี้)
  • "Ever vigilant."  (รอบคอบอยู่เสมอ)

เมื่อทำการยั่วยุศัตรู (/T):
  • "Next time, try to leave a dent." (ในการโจมตีครั้งต่อไป... ช่วยพยายามทิ้งรอยบุบไว้ให้หน่อยนะ **Leona ทุบโล่ห์ของตัวเองขณะที่พูดประโยคนี้**)

เมื่อพูดเล่น (/J):
  • "Don't stare directly at me for too long" (อย่าจ้องข้าโดยตรงนานๆ)
  • "I think I broke a nail, good thing it wasn't mine." (สงสัยข้าคงทำเล็บหักซะละ โชคดีนะที่เล็บนั่นมันไม่ใช่ของข้า)

เล่าสู่กันฟัง: Riven, The Exile

Riven: อดีตทหารฝีมือดีชาว Noxus ที่เนรเทศตัวเอง แล้วผันตัวไปเป็นคนเร่รอน

ประวัติ
ที่ประเทศ Noxus (น๊อกซัส)... พลเมือง ไม่ว่าจะมาจากไหน จะเพศอะไร หรือมีตำแหน่งหน้าที่ในสังคมชั้นไหน ก็สามารถที่จะกลายเป็นผู้ที่มีอำนาจได้ทั้งสิ้น ตราบใดที่พลเมืองคนนั้นมีความแข็งแกร่ง...  ความทุ่มเท บวกกับความศรัทธาอันแรงกล้าที่มีต่อวิศัยทัศน์ที่กล่าวไปข้างต้นนี่เอง ที่ทำให้ Riven (ริเว่น) มุ่งมั่นสู่ความเป็นหนึ่งให้จงได้

Riven แสดงความสามารถทางทหารออกมาให้เห็นตั้งแต่อายุยังน้อย โดยการบังคับให้ตัวเองฝึกฝนจนชินกับน้ำหนักของดาบยาวได้สำเร็จ ทั้งๆที่เธอก็พึ่งจะมีความสูงพอๆกับดาบเล่มนั้น... ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นนักรบความสามารถสูงที่เหี้ยมโหด แต่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเธอ จริงๆแล้วอยู่ที่ความมั่นใจ... Riven เดินทางเข้าสู่สนามรบโดยที่ไม่มีความลังเลติดค้างอยู่ในจิตใจ เธอลงดาบโดยไม่มีการหยุดคิดเรื่องศีลธรรมความถูกต้อง และไม่กลัวความตาย... Riven คือผู้นำท่ามกลางกลุ่มเพื่อนร่วมอุดมคติ อีกทั้งยังถูกยกย่องให้เป็นเหมือน ตัวแทนของจิตวิญญาณของชาว Noxus อีกด้วย

Riven มีความโหยหาในความแข็งแกร่งอยู่มากเป็นพิเศษจน The Noxian High Command (องค์กรณ์ที่ปกครองประเทศ Noxus) มอบดาบที่ปลุกเสกตามวิถีเวทย์มนต์ของชาว Noxus ซึ่งถูกตีขึ้นมาจากหินเวทย์มนต์สีดำให้กับเธอ เป็นรางวัลตอบแทนความทะเยอทะยาน... ดาบเล่มนี้มีความกว้างพอๆกับ Kite Shield (โล่ห์รูปว่าว) แต่มีน้ำหนักที่มากกว่า นับได้ว่าเป็นอาวุธที่เหมาะสมกับรสนิยมของ Riven อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด... หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ถูกสั่งให้เข้าร่วมกับกองทัพของ Noxus เพื่อบุกรุกประเทศ Ionia (ไอโอเนีย)

เหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นการทำสงคราม กลับกลายเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ในเวลาอันรวดเร็ว... เหล่าทหารชาว Noxus ติดตามเครื่องจักรทางสงครามอันน่ากลัวอย่างทหารรับจ้างชาว Zaun (ซอน) ไปบนผืนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยความตาย... "สงคราม" ดูเหมือนจะไม่ใช่การต่อสู้อันน่ายกย่องสรรเสริญอย่างที่ Riven ได้ถูกฝึกให้เชื่อมาตลอด เพราะยิ่งการรุกรานของประเทศ Ionia ดำเนินต่อเนื่องไปยาวนานเท่าไหร่ ความเป็นจริงที่ว่า สังคมของชาว Ionia ได้ถูกทำลายไปจนหมดแล้วและคงไม่มีทางที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ได้อีก ก็ยิ่งแสดงให้ Riven เห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ

ในสงครามครั้งนั้น Riven ทำหน้าที่เป็นผู้ลงมือทำภารกิจ ตามคำสั่งของเหล่าผู้บังคับบัญชาของเธอ ซึ่งภารกิจที่ว่าก็คือ การกำจัดศัตรูที่บาดเจ็บที่ยังหลงเหลืออยู่ให้หมดสิ้น ด้วยอคติที่รุนแรง (ปลูกฝังให้ Riven เกลียดชาว Ionia อย่างไม่มีเหตุผล)... ถึงกระนั้น หน่วยของ Riven ก็พลาดท่าตกอยู่ในวงล้อมของทหารชาว Ionia เข้าจนได้... หน่วยของ Riven ได้ทำการเรียกกำลังเสริม ในขณะที่เหล่าศัตรูที่ล้อมรอบเธออยู่ก็เคลื่อนที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆ

ในตอนนั้นเอง "กำลังเสริม" ที่เรียกร้องก็เดินทางมาถึง แต่มันกลับไม่ได้มาในรูปแบบที่เธอคาดคิดเอาไว้... สิ่งที่หน่วยของเธอได้รับกลับไม่ใช่กองกำลังทหาร แต่เป็นลูกปืนใหญ่ที่มีสารเคมีอันตรายอัดแน่นอยู่เต็มเปี่ยม ซึ่งมี Singed (ซิ้งจ์) นักเคมีชาว Zaun เป็นผู้ยิง... ทุกๆคนรอบตัวของ Riven ไม่ว่าจะเป็นทหารชาว Ionia หรือชาว Noxus จึงตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์อันน่าสยดสยองในครั้งนั้น... ถึงแม้ Riven สามารถที่จะหนีออกจากจุดระเบิดนั้นมาได้ แต่ความทรงจำของเหตุการณ์นั้น คงไม่มีทางลบเลือนไปได้อย่างเด็ดขาด...

เนื่องจาก Riven ถูกนับว่าเป็นทหารที่เสียชีวิตในหน้าที่โดยประเทศ Noxus ไปแล้ว เธอจึงถือโอกาสนี้หนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่... เธอทำลายดาบที่ได้รับมอบมาให้แตกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมทั้งยังตัดพันธนาการจากอดีตที่เธอมีทั้งหมด... เธอเนรเทศตัวเอง แล้วผันตัวไปเป็นคนเร่รอน

ในตอนนี้... Riven กำลังค้นหาทางที่แก้ไข และหนทางที่จะกลับไปรับใช้ วิสัยทัศน์ที่แท้จริงของประเทศ Noxus ที่เธอเคยเชื่อมั่นเป็นอย่างมากในอดีต

"ในโลกนี้ยังมีสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ระหว่างคำว่า 'สงคราม' กับ คำว่า 'ฆาตรกรรม' ซึ่งเป็นที่ๆ เหล่าปีศาจในตัวของเราทุกคนอาศัยอยู่" อ้างอิงมาจากส่วนหนึ่งของบทกลอนโดย Scarlet Shon-Xan

****ความรู้รกหัว
  • ประวัติของ Riven ในขณะที่กำลังอยู่ในช่วงการออกแบบ champion นั้น แตกต่างจากประวัติในปัจจุบันเล็กน้อย... ประวัติเดิมมีอยู่ว่า เธอคือชาว Demacia ที่ถูกเนรเทศเพราะให้ความช่วยเหลือเหล่าผู้ลี้ภัยชาว Noxus ให้หลบหนีจากการประหารชีวิตโดยประเทศ Demacia
  • มีความเป็นไปได้ที่สกิน Redeemed Riven คือ model ที่ถูกสร้างขึ้นให้เข้ากับประวัติเดิมของ Riven เพราะธีมสีของเกราะที่เธอใส่คือสีของประเทศ Demacia
  • ประเทศ Noxus ชอบคนที่มีความเย่อหยิ่ง ทะเยอทะยาน และกระหายความแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ Riven เคยเป็นที่ชื่นชอบของชาว Noxus เป็นอย่างมาก

-----------------------------------------


ประโยคที่ Riven พูดกับ summoner ในสถานการณ์ต่างๆ:

เมื่อเลือก champion:
  •  "What is broken can be reforged!" (แปลตรงตัวว่า "สิ่งที่แตกสลายไปแล้ว ยังสามารถที่จะถูกสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้" ทั้งนี้ Riven น่าจะอ้างอิงถึงความเชื่ออันแรงกล้าที่เธอมีต่อวิสัยทัศน์ของประเทศ Noxus ที่ถึงแม้ว่าเธอจะโดนทรยศ เธอก็ยังคงเชื่อถือมันอยู่)

เมื่อทำการโจมตี:
  • "Violence to end the violence." (แปลตรงตัวว่า "ความรุนแรง เพื่อหยุดยั้งความรุนแรง" ทั้งนี้ แสดงให้เห็นความเชื่อของ Riven ที่ว่า ไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งความรุนแรงได้ นอกจากความรุนแรงเท่านั้น)
  • "To serve the greater good." (เพื่ออุทิศให้สิ่งที่ดีกว่า)
  • "A necessary strike." (แปลตรงตัวว่า "การโจมตีที่จำเป็น" แสดงให้เห็นว่า Riven ไม่ได้อยากที่จะโจมตีศัตรูเท่าไหร่นัก แต่ต้องทำเพื่อให้การต่อสู้จบลง)
  • "It must come to pass." (แปลตรงตัวว่า "มันต้องจะต้องผ่านพ้นไป" แสดงให้เห็นว่า Riven ทำการโจมตีศัตรูเพื่อให้การต่อสู้ผ่านพ้นไป)
  • "For those who were lost." (ประโยคนี้แปลได้สองความหมาย ได้แก่ "เพื่อทุกคนที่เราสูญเสียไป" หรือ "เพื่อทุกคนที่เคยหลงผิด" ทั้งนี้ ดูจากประวัติของ Riven แล้ว เธออาจจะใช้ทั้งสองความหมาย ขึ้นอยู่กับสถานการณ์)
  • "So much death." (ความตายเยอะแยะไปหมด)
  • "They've crossed the line." (แปลตรงตัว "พวกมันได้ล้ำเส้นเข้ามาแล้ว" แสดงให้เห็นว่า Riven ไม่ชอบที่จะทำร้ายใครก่อน แต่จะต่อสู้ต่อเมื่อศัตรูได้ทำอะไรล้ำเส้น หรือขอบเขตไปแล้ว เท่านั้น)

เมื่อเคลื่อนที่:
  • "Burdens of the past." (ด้วยภาระที่ติดมาจากในอดีต)
  • "Choose your own path." (แปลตรงตัวว่า "จงเลือกทางของเจ้า" เป็นการบอกให้ summoner ให้คำสั่งกับ Riven)
  • "A sword mirrors its owner." (ดาบคือภาพสะท้อนของผู้ที่เป็นเจ้าของๆมัน)
  • "What conflict awaits?" (มีความขัดแย้งอะไรรออยู่อีกงั้นรึ?)
  • "So long I've wandered... " (ข้าเดินทางเร่ร่อนมายาวนานเหลือเกิน)
  • "Learn from your mistakes." (จงเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง)
  • "My hands are stained." (แปลตรงตัวว่า "มือทั้งสองของข้า แปดเปื้อน..." แม้ว่าในประโยคจะไม่ได้บอกว่ามือเปื้อนอะไร แต่ก็พอจะเดาได้จากอดีตของ Riven ที่ได้ทำการฆ่าคนบริสุทธิ์มาแล้ว ดังนั้น สิ่งที่เธออยากจะสื่อก็คือ เธอไม่ใช่คนดี และได้ทำบาปหนักมาแล้วในอดีตนั่นเอง)
  • "My spirit is not lost." (จิตวิญญาณของข้า ไม่ได้สูญหายไปไหน)
  • "How should I proceed?" (แปลตรงตัว "ข้าควรจะทำอย่างไรต่อ" เป็นการถาม summoner ถึงคำสั่งต่อไป)

เมื่อกดใช้สกิล Blade of the Exile:
  • "I am awakened." (ข้าได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง)
  • "There is no other way." (แปลตรงตัวว่า "ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว" ซึ่งหมายถึง คงจะไม่มีทางเลือกอื่นที่จะนำมาหยุดการต่อสู้ได้ นอกจากการใช้ดาบ Blade of the Exile ของ Riven)
  • "They cannot go unpunished!" (พวกมันจะไม่มีทางหนีรอดไปได้โดยไม่ถูกลงโทษ)
  • "The time for talk is over." (แปลตรงตัวว่า "เวลาของการเจรจาได้หมดแล้ว" ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Riven ไม่สามารถที่จะเจรจาหาข้อตกลงกับศัตรูได้อีกต่อไป และคงจะต้องใช้ Blade of the Exile เพื่อแก้ปัญหา)
  • "I know my purpose." (แปลตรงตัวว่า "ข้ารู้จักเจตนาของข้าดี" ซึ่งหมายถึงเจตนาของการใช้ดาบ Blade of the Exile)
  • "A moment of clarity." (แปลตรงตัวว่า "ช่วงเวลาของความกระจ่าง" ทั้งนี้ Riven น่าจะหมายถึงการใช้ Blade of the Exile เพื่อตัดสินปัญหา ซึ่งจะทำให้เห็นว่าใครผิดใครถูก)
  • "No more hesitation." (ไม่มีความลังเลหลงเหลืออีกแล้ว) 
  • "Leave doubt behind."  (ทิ้งความสงสัยเอาไว้เบื้องหลัง)
  • "No looking back." (แปลตรงตัวว่า "จะไม่มองกลับหลังอีก" ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Riven ได้ตัดสินอย่างดีแล้วในการใช้ Blade of the Exile ครั้งนี้ และจะไม่มีการเสียใจในภายหลังกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปหลังจากนี้)

เมื่อทำการยั่วยุศัตรู (/T):
  •  "A broken blade is more than enough for the likes of you!" (**พูดกับศัตรู** ดาบหักแบบนี้ก็เกินพอแล้ว สำหรับคนอย่างเจ้า)

เมื่อพูดเล่น (/J):
  • "I knew I should have sprung for the blade warranty." (**ถอนหายใจ** ข้าว่าแล้วว่าข้าควรจะทำประกันดาบเอาไว้)
  •  "This is why I spend so much time sheath shopping." (นี่คือเหตุผลที่ข้าต้องเสียเวลามากมายให้กับการเลือกซื้อฝักดาบ, Riven จะพูดประโยคนี้เมื่อกำลังใช้ Blade of the Exile เท่านั้น)

    เล่าสู่กันฟัง: Veigar กับแผนลักพายาน Mothership

    แปลจากบทความข่าว "Veigar Attempts Abduction of Bandle City Mothership" รายงานข่าวโดย Kaldera Carnadine (คาลเดร่า คาร์นาดีน) จากหนังสือพิมพ์ The Journal of Justice ฉบับวันที่ 24 สิงหาคม 21 CLE:

    เมื่อเช้าวานนี้ Veigar (เวก้า) ผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลัง การโจรกรรมเกือกม้า และการปล้นบอลลูน เกือบที่จะทำการลักพายาน Mothership (มาเธอร์ชิป) อันเป็นที่รักของชาว Bandle City (แบนเดิ้ล ซิตี้) ได้สำเร็จ แต่โชคดีที่แผนการครั้งนี้ ถูกหยุดลงโดยการโยกย้ายถิ่นฐานของฝูงห่าน... Veigar สามารถหาทางหลบหนีออกจากเมืองได้พร้อมกับความพ่ายแพ้ ในขณะที่ยาน Mothership ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ จากแผนการดังกล่าว

    Veigar: ขโมยที่อยู่เบื้องหลัง การโจรกรรมเกือกม้า และการปล้นบอลลูน

    เมื่อช่วงสองถึงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา The Institute of War (สถาบันการสงคราม, ที่ตั้งขององค์กรณ์ League of Legends) ได้ร่วมมือกับทีมสำรวจแห่งยาน Mothership เพื่อทำการสืบสวนคดี โจรกรรมเกือกม้า และคดีปล้นบอลลูน ที่เกิดขึ้นในนครรัฐ Bandle City... ทีมสำรวจแห่งยาน Mothership ยืนยันว่า เหตุการณ์การโจรกรรมทั้งสองเหตุการณ์นี้ต้องมีความเชื่อมโยงกันอย่างแน่นอน เพราะในที่เกิดเหตุทั้งสองแห่ง ต่างก็มี ร่องรอยของพลังงานเวทย์มนต์ประเภทเดียวกันตกค้างอยู่

    เล่าสู่กันฟัง: Annie, The Dark Child

    Annie: ลูกสาวของผู้นำกลุ่มกบฏ The Gray Order กับ Tibbers สัตว์เลี้ยงของเธอ
    ประวัติ
    ก่อนที่องค์กรณ์ League of Legends จะถูกก่อตั้งขึ้นไม่นานนัก ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในประเทศอันน่ากลัวที่ชื่อว่า Noxus (น๊อกซัส)... พวกเค้าคือผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดอันชั่วร้าย ของเหล่าผู้ไม่หวังดีจากองค์กรณ์ The Noxian High Command (เดอะ น๊อกเซี่ยน ไฮ คอมแมนด์)

    คนกลุ่มนี้พยายามทำการกบฏ โดยมีผู้ที่เรียกตัวเองว่า 'มกุฎราชกุมาร Raschallion' (แรชชาเลี่ยน) เป็นผู้นำ แต่แผนการของพวกเค้ากลับล้มเหลว และถูก The Noxian High Command กำจัดในที่สุด... ยิ่งไปกว่านั้น ทาง The Noxian High Command ยังไม่ลืมที่จะกำจัดอุปสรรคในทุกรูปแบบ ที่อาจจะมีผลกระทบกับรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะถูกก่อตั้งขึ้น ทำให้ไม่เหลือหนทางใด ที่จะเปลี่ยนอนาคตของประเทศ Noxus ได้อีก

    เล่าสู่กันฟัง: สงครามแห่ง Kalamanda ตอนที่ 6 - คำกล่าวหา

    Swain กล่าวหา Jarvan IV กลางพิธีมอบสัญญา

    สงครามแห่ง Kalamanda ตอนที่ 6 - คำกล่าวหา

    แม้ว่าทางหมู่บ้าน Kalamanda (กาลามานดา) และประเทศ Demacia จะตกลงเป็นพันธมิตรกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความตึงเครียดภายในหมู่บ้านก็ยังไม่ผ่อนคลายลง แต่กลับแย่ลงจนอยู่สภาวะวิกฤต ทั้งนี้ เนื่องจากกองทัพของประเทศ Demacia (เดอมาเซีย) และกองทัพของประเทศ Noxus (น๊อกซัส) ที่ยังคงอาศัยอยู่ในบริเวณหมู่บ้าน และพร้อมที่เริ่มสงครามได้ทุกเมื่อ

    ประชาชนชาว Kalamanda ใช้เวลาตลอดทั้งวันเพื่อเตรียมรับเสด็จ พระราชา Jarvan III (จาร์วาน ที่สาม) แห่งประเทศ Demacia ซึ่งจะเสด็จมาพร้อมๆกับเจ้าชาย Jarvan IV (จาร์วาน ที่สี่) และเหล่าอัศวินองครักษ์แห่งประเทศ Demacia ทั้งหมด... การเตรียมตัวในครั้งนี้เกิดขึ้น เนื่องจาก ทางหมู่บ้าน Kalamanda ได้รับสาส์นจากประเทศ Demacia ว่า พระราชา Jarvan III จะเดินทางมายังหมู่บ้านด้วยตัวเอง เพื่อเข้าร่วมพิธีรับมอบสัญญาขุดเจาะทรัพยากรแบบผูกขาด... แต่ทว่า เมื่อวันพิธีมาถึง บรรยากาศแห่งชัยชนะต้องก็หายไป เมื่อ Jericho Swain  (เจริคโก้ สเวน) สุดยอดนักยุทธศาสตร์ ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายพลแห่งกองทัพ Noxus เมื่อไม่นานมานี้ ได้ปรากฏตัวขึ้นภายในหมู่บ้าน พร้อมกับทหารจำนวนหนึ่ง

    ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นถึงขีดสุด เมื่อกองทัพ Noxus เดินทัพผ่านศาลากลางของหมู่บ้าน Kalamanda ซึ่งเป็นสถานที่ๆใช้จัดพิธีเซ็นสัญญา อย่างไม่เกรงกลัว... แม้ว่าเหล่าทหารจะพยายามหลีกเลี่ยงการต่อสู้ เนื่องจากผู้บังคับบัญชาของทั้งสองฝ่ายได้สั่งห้ามเอาไว้  แต่ดูเหมือนว่า ไฟแห่งความแค้น (ที่อาจจะมาพร้อมกับการต่อสู้) ก็พร้อมที่จะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ

    เหล่าเจ้าหน้าที่ชาว Kalamanda ตัดสินใจดำเนินพิธีต่อไป ด้วยคำรับรองความปลอดภัยจากพระราชา Jarvan III... แต่ในทันทีก่อนที่พระราชา Jarvan III จะลงนามเซ็นเอกสาร Swain ได้เดินฝ่าผู้ชมออกมา พร้อมทั้งจูงทหารชาว Demacia ที่ถูกมัดด้วยเชือกอย่างแน่นหนา มาด้วย...ทหารผู้นั้นดูอิดโรย และไร้พลัง ถึงแม้ว่าจะไม่บาดแผลภายนอกที่ชัดเจนใดๆ ให้เห็นก็ตาม

    เห็นดังนั้น เจ้าชาย Jarvan IV จึงขัดขวางไม่ให้ Swain เดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำพิธี โดยตะโกนถามว่า "เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่ ?"

    "ชายคนนี้ ได้สารภาพแล้วว่า เค้าคือฆาตกรผู้ที่ฆ่าทหารชาว Noxus ในเหมืองแร่ที่ถล่ม และพยายามที่จะจัดฉากให้ดูเหมือนว่า ประเทศ Noxus คือผู้รับผิดชอบเหตุการณ์ทั้งหมด" Swain ตอบ

    ทหารชาว Demacia ผู้นั้น ไม่กล้าแม้แต่มองหน้า และไม่กล้าตอบคำถาม ของเหล่าเชื้อพระวงค์ Lightshield (ไลท์ชีลด์) ที่อยู่ตรงหน้า จนกระทั่งพระราชา Jarvan III ออกต้องออกคำสั่งบังคับให้พูด... จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น พบว่า ทหารคนนี้ชื่อว่า Thom Garvin (ธอม การ์วิน) แต่เมื่อพระราชาถามว่า เค้าทำตามคำสั่งของใคร? Garvin ละล่ำละลัก ก่อนที่จะตอบว่า "ข้าทำตามคำสั่งของ 'เจ้าชายแห่ง Demacia' ลูกชายของท่าน"

    พิธีรับมอบสัญญาตกอยู่ในความวุ่นวาย ในทันทีที่สิ้นเสียงตอบของ Garvin... นายกเทศมนตรี Anson Ridley (แอนสัน ริดลี่) ขอเลื่อนพิธีการเซ็นสัญญาออกไป จนกว่าจะสามารถทำการสืบสวนเพื่อค้นหาความจริงได้

    พระราชา Jarvan III แสดงความจำนงให้ประเทศ Noxus ปล่อยตัว Garvin ให้อยู่ในความครอบครองของประเทศ Demacia แต่ Swain แย้งว่า Garvin คือพยานคนสำคัญ ที่จะเป็นกุญแจไขคำตอบของเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งไม่ควรที่จะให้รัฐบาลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ตัวไป... Swain เสนอให้ตำรวจประจำหมู่บ้าน Kalamanda เป็นผู้คุมตัว Garvin เอาไว้ และเสนอให้ทำการไตร่สวน โดยให้มีตัวแทนของทั้งสองประเทศอยู่ในห้องไตร่สวนด้วย... นายกเทศมนตรี Ridley เห็นชอบกับข้อเสนอดังกล่าว ในขณะที่พระราชา Jarvan III ก็ไม่คัดค้าน และพร้อมที่จะทำตาม

    ก่อนที่เจ้าหน้าที่ของหมู่บ้าน Kalamanda จะนำตัวนักโทษออกไป... Jarvan IV พูดถากถางใส่ Swain โดยยกข้อกล่าวหาทั้งหมดในอดีต ที่ Swain เคยปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย มาใช้ยั่วโมโห... ทหารองครักษ์ของทั้ง Jarvan IV และ Swain ต่างก็เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กัน แต่พระราชา Jarvan III สามารถหยุดเหตุการณ์ไว้ได้ทัน ด้วยการสั่งให้ Jarvan IV หยุดพูด และสั่งไม่ให้ทหารของ Demacia เข้าต่อสู้กับทหารของ Noxus

    พระราชา Jarvan III ประกาศให้ Swain ทราบว่า Swain จะสามารถออกจากหมู่บ้านได้อย่างปลอดภัย แต่ Swain ก็ต้องถอนกำลังออกจากหมู่บ้านด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ กฏ กติกาที่องค์กรณ์ League of Legends สร้างขึ้น ซึ่งก็คือ "ห้ามกระทำการรุนแรงใดๆ นอกสนามแข่งขัน League of Legends ที่อาจก่อให้เกิดสงครามและอาจทำให้ผู้อื่นต้องเสียชีวิต"

    ในขณะนี้ แม้ประเทศ Demacia และ ประเทศ Noxus จะหยุดใช้ความรุนแรงมาได้ซักพักหนึ่งแล้ว แต่ดูเหมือนว่า ชาว Kalamanda ก็ยังคงตกอยู่ในความหวาดกลัว ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดจากจำนวนที่เพิ่มขึ้น ของครอบครัวที่ตัดสินใจหนีออกจากหมู่บ้าน

    ณ ตอนนี้ สิ่งที่ทุกคนสงสัยที่สุด ก็คือ "อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป หลังจากนี้?"

    <<ตอนที่ 5 / ตอนที่ 7>>

    เล่าสู่กันฟัง: สงครามแห่ง Kalamanda ตอนที่ 5 - สัญญาระหว่าง Kalamanda กับ Demacia

    ตราประจำประเทศของ Demacia

    สงคราม Kalamanda ตอนที่ 5 - สัญญาระหว่าง Kalamanda กับ Demacia

    แม้ว่าการสืบสวน เกี่ยวกับเหตุการณ์เหมืองถล่ม จะยังคงหาข้อสรุปไม่ได้ แต่ทางสภาหมู่บ้าน Kalamanda (กาลามานดา) ก็ไม่ต้องการที่จะรีรออะไรอีกต่อไป และได้ทำการตัดสินใจมอบสัญญาขุดเจาะแบบผูกขาดให้แก่ประเทศ Demacia ในทันที (เดอมาเซีย)... การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลให้หมู่บ้าน Kalamanda และประเทศ Demacia กลายเป็นหุ้นส่วนแบบถาวรไปโดยปริยาย

    ข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวมีอยู่ว่า:
    • ประเทศ Demacia จะสามารถทำการขุดแร่ในเขตของหมู่บ้าน Kalamanda แต่เพียงผู้เดียว 
    • ประเทศ Demacia จะต้องแบ่งแร่ที่ขุดได้ส่วนหนึ่งให้แก่หมู่บ้าน Kalamanda 
    • ประเทศ Demacia จะเปิดเส้นทางการค้าโดยตรง เข้าสู่หมู่บ้าน Kalamanda (ส่งผลให้ให้สถานภาพของหมู่บ้าน กลายเป็นหนึ่งในเมืองเพื่อนบ้าน ที่อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศ Demacia)

    การมอบสัญญาขุดเจาะแบบผูกขาดให้กับประเทศ Demacia ส่งผลให้นักขุดแร่อิสระ และเหล่าทีมขุดแร่ที่มากับคณะตัวแทนจากประเทศต่างๆ ต้องหยุดทำการขุดเจาะทุกอย่าง พร้อมทั้งถอนตัวออกจากบริเวณหมู่บ้านให้เร็วที่สุด

    พิธีมอบสัญญาอย่างเป็นทางการถูกจัดขึ้นบนสนาม ต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโสของหมู่บ้าน Kalamanda โดยมี นาย Anson Ridley (แอนสัน ริดลี่) นายกเทศมนตรีประจำหมู่บ้าน เป็นผู้มอบเอกสารสำคัญต่างๆ ให้กับตัวแทนของประเทศ Demacia

    เล่าสู่กันฟัง: สงครามแห่ง Kalamanda ตอนที่ 4 - เมื่อเหมืองแร่ถล่ม

    สภาพของเหมืองหลังแผ่นดินไหว

    สงคราม Kalamanda ตอนที่ 4 - เมื่อเหมืองแร่ถล่ม

    แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในแถบหมู่บ้าน Kalamanda (กาลามานดา) ส่งผลเหมืองแร่ยุบตัวและต้องถล่มลงมาในที่สุด...  รายงานเบื้องต้นระบุว่า คนงานขุดแร่ชาว Demacia (เดอมาเซีย) จำนวน 12 คนยังคงติดอยู่ภายในเหมือง

    ทีมกู้ภัยถูกสั่งให้ลงพื้นที่ในทันทีหลังจากแผ่นดินไหวสงบ ซึ่งมีตัวแทนจากหลายๆที่ เข้าร่วมในการช่วยเหลือครั้งนี้ด้วย... หนึ่งในตัวแทนเหล่านั้นก็คือ องค์กรณ์ League of Legends ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง เนื่องมาจากภาระผูกพันที่ทางองค์กรณ์มีต่อประเทศ Demacia ผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือแก่ นครรัฐ Piltover และประเทศ Ionia อยู่บ่อยครั้ง... นอกจากนั้นแล้ว เหล่าคณะตัวแทนชาว Noxus (น๊อกซัส) ที่ประจำการอยู่ในหมู่บ้าน Kalamanda ก็ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือด้วยเช่นกัน  ซึ่งถือว่าเป็นกระทำที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างมาก หากคิดถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีระหว่างประเทศ Demacia และ Noxus ที่ดำเนินมาเนิ่นนานหลายปี

    เล่าสู่กันฟัง: สงครามแห่ง Kalamanda ตอนที่ 3 - สินบนจากนครรัฐ Zaun

    นครรัฐ Zaun: ประเทศอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน Valoran

    สงคราม Kalamanda ตอนที่ 3 - สินบนจากนครรัฐ Zaun

    Brandis Reyes (แบรนดิส เรเยส) สมาชิกอาวุโสแห่งสภาหมูบ้าน Kalamanda (กาลามานดา) ถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้าน เพราะเค้าถูกจับได้ว่า ได้รับสินบนจากนครรัฐ Zaun (ซอน)

    เจ้าหน้าของหมู่บ้าน Kalamanda เริ่มต้นทำการสืบสวนในทันทีหลังจากที่ค้นพบ หินเวทย์มนต์, เพชรพลอย และ อุปกรณ์ Techmaturgy (เทคมาเทอจี้) จำนวนมาก กระจัดกระจายบนโต๊ะทำงานของ Reyes... เนื่องจากของมีค่าเหล่านี้มีร่องรอยของสารปนเปื้อนจำนวนหนึ่งติดอยู่ ทางทีมงานพิสูจน์หลักฐานประจำหมู่บ้านจึงสามารถที่จะค้นหาที่มาของสารเคมีดังกล่าวได้... ผลของการตรวจสรุปได้ว่า นครรัฐ Zaun คือจุดกำเนิดของสารเคมีทั้งหมด

    เล่าสู่กันฟัง: สงคราม Kalamanda ตอนที่ 2 - ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ

    Garen และ Katarina พยายามห้ามการทะเลาะวิวาทระหว่างทหาร

     สงคราม Kalamanda ตอนที่ 2 - ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ

    รายงานการเพิ่มขึ้นของอัตราการค้นพบแร่ที่แพร่กระจายออกไป ดึงดูดผู้ที่มีความหวังจำนวนมากมายังหมู่บ้าน Kalamanda (กาลาแมนดา) ซึ่งรวมไปถึง บุคคลากร และทหารจากประเทศต่างๆ ทั่วแผ่นดิน Valoran ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ประเทศ Demacia (เดอมาเซีย) และประเทศ Noxus (น๊อกซัส) ดูเหมือนจะเป็นประเทศที่ส่งตัวแทนมามากกว่าประเทศอื่นๆ

    เล่าสู่กันฟัง: สงคราม Kalamanda ตอนที่ 1 - ทรัพยากรล้ำค่า

    Kalamanda (กาลาแมนดา) คือหมู่บ้านเล็กๆอันเงียบสงบ ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับทางเข้าทิศเหนือของ Mogron Pass (โมเกร็น แพส) กำแพงที่กั้นกลางระหว่างภาคเหนือและภาคใต้ของแผ่นดิน Valoran (เวโลแรน)... หมู่บ้านนี้เป็นสถานที่ๆเหมาะสมในการตกปลาเทราท์ แต่เป็นที่รู้จักของนักตกปลาเพียงบางกลุ่มเท่านั้น

    กำแพง Mogron Pass

    เมื่อไม่นานมานี้ ชาว Kalamanda ได้ค้นพบแหล่งทองคำและเพชรพลอยจำนวนมหาศาล อีกทั้งยังค้นพบ Nexus (เน๊กซัส) ถึงสองแห่งใกล้ๆกับแหล่งทรัพยากรดังกล่าว... เพราะเหตุนี้เอง ผู้นำของทุกๆประเทศทั่วแผ่นดิน Valoran จึงส่งกองทัพมาตั้งค่ายอยู่ที่หมู่บ้าน Kalamanda เพื่อพยายามที่จะเจรจาแย่งชิงสัญญาในการขุดเจาะแหล่งทรัพยากรที่ว่านี้ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยรวม ตกอยู่ในสภาวะตึงเครียด

    สภาพของหมู่บ้าน Kalamanda ในปัจจุบัน

    เล่าสู่กันฟัง: Swain, The Master Tactician

    Swain: นักยุทธศาสตร์แห่งประเทศ Noxus

    ประวัติ
    ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตในอดีตของ Swain (สเวน) ที่เก่าที่สุดเท่าที่จะหาได้ ถูกอ้างอิงมาจากรายงานสุขภาพของโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ชาว Noxus คนหนึ่งได้จดบันทึกเอาไว้... เนื้อความของรายงานเล่าว่า วันหนึ่ง Swain เดินกะโผลกกะเผลกเข้ามาในตึกคนไข้โดยไม่ร้องไห้หรือบ่นใดๆทั้งสิ้น ขาขวาของเค้าหักครึ่ง และมีกระดูกทะลุออกมาจากผิวหนังตรงจุดหัก สิ่งที่เป็นที่น่าสังเกตก็คือ ที่ไหล่ของ Swain ดูเหมือนว่าจะมีนกหน้าตาบูดบึ้ง เกาะติดอยู่บนไหล่ของเค้าตลอดเวลา

    แพทย์ผู้รักษาแผลจ้องมองอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นเด็กน้อยในวัยไร้เดียงสาอย่าง Swain ตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ และอายุของตัวเองอย่างเยือกเย็น ด้วยแววตาที่เฉยเมย... ในขณะที่แพทย์พยายามจะขยับกระดูกหน้าแข้ง และกระดูกน่องของ Swain ให้กลับเข้าที่ แม้ว่าจะได้ยินเสียงแตกร้าวของกระดูกก้องกังวาลไปทั่ว  ตาของ Swain ก็ยังคงอยู่นิ่ง ไม่กระพริบ หรือมีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ... Swain ปฏิเสธคำแนะนำของแพทย์ ในการนำเวทย์มนต์เข้ามาใช้รักษาบาดแผลที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัด แต่ Swain กลับเรียกร้องขอแค่ไม้ยันรักแร้ ก่อนที่จะเดินลากเท้าจากไป

    เล่าสู่กันฟัง: Alistar, The Minotaur

    Alistar: นับรบเผ่ามิโนทัวร์ จากเทือกเขา The Great Barrier

    ประวัติ
    ในฐานะสุดยอดนักรบเผ่ามิโนทัวร์แห่งเทือกเขา The Great Barrier (เดอะ เกรท แบริเอ้อ) ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา ... Alistar ได้ปกป้องเผ่าของเค้าจากอันตรายมากมายที่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน Valoran (เวโลแรน) มาโดยตลอด... แต่ทุกๆอย่างก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อกองทัพของประเทศ Noxus (น๊อกซัส) เดินทางมาถึงหมู่บ้านที่ Alistar อาศัยอยู่

    เล่าสู่กันฟัง: Shen, The Eye of Twilight

    Shen: หนึ่งในสามนักรบเงาจากสำนักนินจา Kinkou Order

    ประวัติ
    ณ ที่ใดที่หนึ่งในหมู่เกาะของประเทศ Ionia ยังมีสำนักโบราณ ที่อุทิศตนให้กับการทำนุบำรุงสมดุลย์ของโลกตั้งอยู่ สำนักโบราณแห่งนี้เชื่อว่า ความมีระเบียบ ความวุ่นวาย แสงสว่าง และ ความมืด จะต้องอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีอยู่เสมอ เพราะมันคือกฏเกณฑ์ของจักรวาล... สำนักที่ว่านี้มีชื่อว่า Kinkou (คินคู)

    Kinkou ได้ทำการแต่งตั้งนักรบแห่งเงาสามคนเพื่อเป็นตัวแทนของสำนักในการทำหน้าที่ รักษาสมดุลย์ของโลก และ Shen (เช็น) ก็เป็นหนึ่งในนักรบแห่งเงาเหล่านั้น... ทางสำนักไว้ใจ Shen ให้ทำหน้าที่ "คอยเฝ้าดูดวงดาว" ซึ่งหมายถึง การใช้คำพิพากษาที่ปราศจากความลำเอียงในการตัดสินศัตรูนั่นเอง

    เล่าสู่กันฟัง: Akali, The Fist of Shadow

    Akali: หนึ่งในสามนินจาจากสำนัก Kinkou Order

    ประวัติ
    ณ ที่ใดที่หนึ่งในหมู่เกาะของประเทศ Ionia ยังมีสำนักโบราณ ที่อุทิศตนให้กับการทำนุบำรุงสมดุลย์ของโลกตั้งอยู่ สำนักโบราณแห่งนี้เชื่อว่า ความมีระเบียบ ความวุ่นวาย แสงสว่าง และ ความมืด จะต้องอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีอยู่เสมอ เพราะมันคือกฏเกณฑ์ของจักรวาล... สำนักที่ว่านี้มีชื่อว่า Kinkou (คินคู)

    Kinkou ได้ทำการแต่งตั้งนักรบแห่งเงาสามคนเพื่อเป็นตัวแทนของสำนักในการทำหน้าที่รักษาสมดุลย์ของโลก และ Akali (อาคาลี) ก็เป็นหนึ่งในนักรบแห่งเงาเหล่านั้น... ทางสำนักไว้ใจ Akali ให้ทำหน้าที่ "คอยตัดเล็มต้นไม้ให้สวยงาม" ซึ่งหมายถึง การกำจัดทุกๆคนที่คุกคามสมดุลยภาพของแผ่นดิน Valoran (เวโลแรน) นั่นเอง (เปรียบเทียบ Valoran เป็นเหมือนดั่งต้นไม้)

    เล่าสู่กันฟัง: Vayne, the Night Hunter

    Vayne: นักล่าปีศาจเจ้าของฉายา the Night Hunter (นักล่าแห่งรัตติกาล)

    ประวัติ
    โลก ไม่ได้เป็นสถานที่ๆศิวิไลซ์อย่างที่ทุกคนคิด เนื่องจากยังมีคนอีกจำนวนมากที่เลือกจะเดินบนเส้นทางที่มืดที่สุด และยอมที่จะกลายเป็นคนเลว เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังแห่งความมืดที่หมุนเวียนอยู่ในโลก Runeterra (รูนเทอร์ร่า)... Shauna Vayne (ชอว์นน่า เวน) คืออีกคนหนึ่งที่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้เป็นอย่างดี

    ในขณะที่ยังเป็นเด็ก Vayne ถูกห้อมล้อม และเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสังคมชั้นสูงของ Demacia (เดอมาเซีย)... แม้ว่าพ่อของเธอ ผู้มีสายตาอันเฉียบแหลมในแบบของตำรวจที่แก่ประสบการณ์ จะพยายามโน้มน้าวให้เธอระวังตัวมากเพียงใดก็ตาม แต่ด้วยความที่ยังเป็นเด็กไร้เดียงสาก็ทำให้เธอเลือกที่จะเชื่ออย่างสนิทใจว่า โลกของเธอนั้น คือสถานที่ๆปลอดภัยที่สุด... เธอเชื่อแบบนั้นมาตลอดจนกระทั่งคืนวันหนึ่ง ที่แม่มดเสียสติได้เลือกพ่อของเธอเป็นเหยื่อ

    เล่าสู่กันฟัง: Master Yi, The Wuju Bladesman

    Master Yi: ผู้สืบทอดเพลงดาบ Wuju คนสุดท้าย

    ประวัติ
    Master Yi (มาสเตอร์ ยี) คือนักรบลึกลับที่มาจากประเทศ Ionia (ไอโอเนีย) เค้าสืบเชื้อสายมาจากหนึ่งในเผ่านักรบกลุ่มเล็กๆ ที่อุทิศชีวิตรักษาเพลงดาบ Wuju ศิลปะป้องกันตัวที่เกิดขึ้นมาจากหลักการๆตระหนักถึงการมีอยู่ของจิตวิญญาณของตนเอง และจิตวิญญาณของศัตรู  ให้ดำรงอยู่ต่อไปได้

    เล่าสู่กันฟัง: Anivia, The Cryophoenix

    Anivia: นก Cryptonic

    ประวัติ
    หากอ้างอิงจากตำนวนทั่วไป นกฟีนิกซ์คือสัตว์แห่งธาตุไฟ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาจากเถ้าถ่านของตัวมันเอง แต่สิ่งที่หลายๆคนยังไม่เคยรู้ก็คือ ในความเป็นจริงแล้ว นกฟีนิกซ์คือสิ่งมีชีวิตแห่งธาตุในธรรมชาติต่างๆ  (ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ฯลฯ) และเกิดขึ้นมาจากพลังชีวิตที่หมุนเวียนไม่รู้จบของโลกที่มันอาศัยอยู่

    Anivia (แอนนิเวีย) คือนกฟีนิกซ์แห่งฤดูเหมันต์อันหนาวเหน็บ เธอกำเนิดขึ้นมาจากพลังของธาตุน้ำแข็งบริสุทธิ์... ในโลกที่ Anivia อาศัยอยู่ เธอทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ที่ราบรกร้างเย็นยะเยือก และคอยปกป้องนักเดินทางทุกคนที่มีจิตใจเข็มแข็งพอที่จะต่อสู้กับสภาพอากาศอันโหดร้ายของสถานที่แห่งนี้... ผู้คนทั่วไปนับถือ Anivia ในฐานะของสัตว์ที่มีภูมิปัญญาล้ำเลิศ เนื่องจากเธอได้เห็นการเกิดดับของโลกมาหลายครั้งหลายครา เพราะเธอคือสัตว์ที่ไม่มีวันตาย

    เล่าสู่กันฟัง: Maokai, The Twisted Treant

    Maokai: ต้นไม้จาก Twisted Treeline ที่ถูกทำให้มีชีวิตโดยพลังเวทมนต์

    ประวัติ 
    ในอดีต พลังงานเวทย์มนต์แปลกประหลาดมากมายหลายรูปแบบ ได้ถูกปลดปล่อยออกมาโดยเหล่านักเวทย์ที่เข้าร่วมต่อสู้ในสงครามหินเวทย์มนต์ พลังงานเหล่านี้ก่อให้เกิดมหันตภัยมากมาย ที่คอยบ่อนทำลายธรรมชาติของโลก... ด้วยเหตุนี้เอง องค์กรณ์ League of Legends จึงเกิดขึ้น เพื่อคอยควบคุมการใช้เวทย์มนต์ โดยจำกัดให้ทุกๆคนที่ต้องการใช้เวทย์มนต์ในการต่อสู้ ไปต่อสู้กันบน Fields of Justice เท่านั้น (ฟิล์ด ออฟ จัสติส, สถานที่ๆใช้ทำการแข่งขัน League of Legends อย่างเช่น Summoner's Rift และ The Twisted Treeline) ซึ่งทางองค์กรณ์คิดว่า การที่พวกเค้าจำกัดการใช้เวทย์มนต์ให้อยู่ในพื้นที่ๆกำหนด จะช่วยป้องกันไม่ให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย... ทุกๆอย่างดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่ง Maokai (เมาไค) ปรากฏตัวขึ้น

    เล่าสู่กันฟัง: Miss Fortune, The Bounty Hunter

    Sarah Fortune: นักล่าค่าหัวโจรสลัดผู้โด่งดัง

    ประวัติ
    การมีเรือ และลูกเรือเป็นของตัวเอง คือความสำเร็จสุดยอด ของผู้ที่อาจหาญกล้าต่อกรกับท้องทะเลอันเหี้ยมโหดของโลก Runeterra (รูนเทอร์ร่า)... นักล่าค่าหัวจากเมืองท่า Bilgewater (บิ้ลจ์วอเทอร์) ผู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับของใครหลายๆคน ที่ชื่อว่า Sarah Fortune (ซาร่าห์ ฟอร์จูน) หรือที่รู้จักทั่วไปในนาม Miss Fortune (มิส ฟอร์จูน) สามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้ในขณะที่เธอพึ่งจะอายุครบ 16 ปีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง ชื่อของเธอ จึงถูกจารึกไว้ในฐานะของผู้หญิงเก่ง ที่ใครๆก็สามารถพึ่งพาให้แก้ปัญหา และเอาชนะอุปสรรคต่างๆได้

    ไม่มีงานล่าหัวใดๆที่ยาก หรืออันตรายเกินกว่าที่เสน่ห์ และปืนคู่อันมีชื่อเสียง "Shock and Awe" (ช๊อก แอนด์ ออว์) ของ Miss Fortune จะรับมือได้ ความสำเร็จจากการทำงานของเธอได้มอบทรัพย์สินให้กับเธอมากมาย มากเพียงพอที่เธอสามารถที่จะซื้อเรือเป็นของตัวเองได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย... อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอก็ไม่ได้มีแต่เรื่องดีเสมอไป

    เล่าสู่กันฟัง: Jax, The Grandmaster at Arms

    Jax: ผู้เชี่ยวชาญในการต่อสู้ด้วยอาวุธทุกชนิด

    ประวัติ
    นานๆทีที่ champion คนหนึ่ง จะถูกให้คำนิยาม หรือได้รับการขนานนาม จากการกระทำต่างๆของตัวเองหลังจากที่เข้าร่วมการแข่งขัน League of Legends ซึ่งแตกต่างจาก champion ทั่วๆไป ที่มักจะได้รับคำนิยาม หรือฉายา ตั้งแต่ก่อนเข้าร่วมการแข่งขัน... Jax (แจ๊กซ์) จัดเป็นหนึ่งใน champion เหล่านั้น ผู้ที่ใครๆก็ต่างยกให้เป็นนักสู้ผู้เชี่ยวชาญ และเจนจัดที่สุดแห่ง Institute of War (สถาบันการทำสงครามของแผ่นดิน Valoran)

    ก่อนที่ Jax จะได้เข้าร่วมแข่งขัน League of Legend เค้าก็เป็นแค่ทหารรับจ้างธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น แต่ด้วยเหตุผลบางประการ Jax กลับถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้นๆ ในรายชื่อของผู้สมัครที่จะได้รับ League Judgment (ลีก จัดจ์เม้นท์) หรือการสอบสัมภาษณ์เพื่อไตร่ตรองว่า องค์กรณ์ League of Legends ควรจะรับ champion ผู้สมัครให้เข้าร่วมการแข่งขันหรือไม่ นั่นเอง... คงจะมีแต่อดีตผู้นำขององค์กรณ์ League of Legends อย่างสมาชิกสภาสูง Reginald Ashram (เรจินัลด์ อาชราม) เท่านั้น ที่เป็นผู้ล่วงรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ชื่อของ Jax จัดอยู่ในอันดับแรกๆ ของรายชื่อนี้